นักวิทยาศาสตร์

มารู้จักกับนักวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ คือ บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ด้านการทดลองหรือผู้ที่คนพบสิ่งปลกๆใหม่ สิ่งที่น่าสนใจโดยแต่ละคนก็จะมีประวัติ ความสามารถที่แตกต่างกันไป   นักวิทยาศาสตร์ในโลกนี้มีมากมาย แต่มีไม่กี่คนนักหรอกที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และสร้างความเปลี่ยนแปลงจนคนรุ่นหลังต้องขอบคุณสิ่งประดิษฐ์ที่พวกเขาคิดค้นขึ้น ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงเป็นที่นับถือจากผลงาน หลาย ๆ คนก็อาจต้องเสียสละหรือผ่านความยากลำบากมาก่อนโดยที่เราไม่คาดคิด ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้รวบรวมเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ 

มารู้จักกับนักวิทยาศาสตร์ 10 นักวิทยาศาสตร์ของโลก.

1.

1.เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton)เป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกชาวอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และปรัชญา โดยในยุคเดียวกัน นิวตันเป็นผู้ที่สร้างผลงานที่โดดเด่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกฎแรงดึงดูดระหว่างมวล กฎการเคลื่อนที่ คณิตศาสตร์แคลคูลัส และทฤษฎีด้านแสง ข้อแตกต่างของนิวตันที่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆการทำการทดลองของนิวตันจะมีระเบียบแบบแผนและมีการทดลองหลายครั้งเพื่อขจัดของผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการจดบันทึกที่มีระบบและมีรายละเอียด

2. หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)เป็นที่รู้จักจากผลงาน จุลชีววิทยา และ เคมี จากวิธีการพาสเจอร์ไรซ์ (พาสเจอร์ไรเซซัน pasteurization) , วัคซีนป้องกันพิษสุนัขป่า , ค้นพบวิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้าจากการเพาะเชื้อวัคซีน และนำไปทดลองกับสัตว์ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี ต่อมามีเด็กโดนสุนัขกัด พ่อกับแม่ของเด็กเห้นว่าไม่น่าจะรอดจึงลองเอามาให้ หลุยส์ ปาสเตอร์ รักษาดู เขาทดลองวัคซีนกับเด็กคนนั้นปรากฏว่าเด็กน้อยผู้นั้นไม่เป็นอะไรไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้การค้นพบครั้งนั้นของเขาเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

3. กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) กาลิเลโอเป็นนักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก ดยเฉพาะผลงานด้านดาราศาสตร์เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุด การทดลองและการค้นพบของเขามีประโยชน์มากมายหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ เช่น พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ พบดารบริวารของดาวพฤหัสบดี เป็นต้นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของกาลิเลโอเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1584 เมื่อเขากำลังนั่งฟังบทสวดมนต์ในโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาสังเกตเห็นโคมแขวนบนเพดานโบสถ์แกว่งไปแกว่งมา เขาจึงเกิดความสงสัยว่า การแกว่งไปมาของโคมแต่ละรอบใช้เวลา เท่ากันหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงทดลองจับเวลาการแกว่งไปมาของโคม โดยเทียบกับชีพจรของตัวเอง เนื่องจากเขาเคยเรียนวิชาแพทย์ ทำให้เขารู้ว่าจังหวะการเต้นของชีพจรของคนในแต่ละครั้งนั้นใช้เวลาเท่ากัน ผลปรากฎว่า ไม่ว่าโครมจะแกว่งในลักษณะในลักษณะใดก็แล้วแต่ ระยะเวลาการแกว่งไปและกลับครบ 1รอบ จะเท่ากันเสมอ เมื่อเขากลับบ้านได้ทำการทดลองแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทฤฎีที่เขาจะตั้งขึ้นถูกต้องที่สุด

 

4. มารี กูรี (Marie Curie)  หญิงผู้ที่ค้นพบการค้นพบแร่เรเดียม ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะรักษามะเร็งที่เป็นในระยะแรกได้ ด้วยการฉายรังสีเรเดียมที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง และไม่ใช่เแค่มะเร็งเท่านั้น เรเดียมยังสามารถรักษาโรคผิวหนังบางชนิดรวมทั้งเนื้องอกได้อีกด้วย จากการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตมนุษยชาตินี้เองทำให้ มารี คูรี ได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งด้วยกัน

 

5. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)  เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นนักคิดค้นที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เป็นคนที่รักความสงบ มีนิสัยนอบน้อมถ่อมตน หนังสือเรขาคณิตเป็นหนังสือที่เขาโปรดปรานมาก เขาศึกษาเรขาคณิตจากหนังสือของยูคลิด อายุเพียง 12 ปี เขาทำความเข้าใจในเรื่องเรขาคณิตของยูคลิดเป็นอย่างดี ครั้งเมื่อเติบโตขึ้นจนอายุเข้า 16 ปี เขาก็สามารถเรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงหลายอย่าง เช่น วิชาการแคลคูลัส และดิฟเฟอเรนเชียน การอินทิกรัล และกฎของนิวตัน ตลอดจนหลักการทางฟิสิกส์อีกมากมาย

6. ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)เป็นชาวอังกฤษ ธรรมชาติวิทยา ผู้ศึกษาเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติทุกอย่างที่อยู่ใกล้มนุษย์และเป็นผู้บุกเบิกในการเดินทางรอบโลกเพื่อสำรวจด้านนิเวศวิทยา ผู้พิสูจน์ว่ามนุษย์มาจากลิง ซึ่งเมื่อก่อนจะเชื่อกันว่าพระเจ้าสร้างโลกและเป็นผู้สร้างมนุษย์ด้วย แต่กลับมีฝรั่งอีกคนยืนยันว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากพืชและสัตว์จนกลายร่างมาเป็นมนุษย์ สัตว์ที่มีลักษณะใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุดคือ ลิง ลิงซิมแปนซีที่ไม่มีหางดาร์วินได้รับยกย่องในฐานะนักวิทยาศาสตร์โดยมีการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และฝังร่างของเขาไว้เคียงข้างกับจอห์น เฮอร์เชล และ ไอแซก นิวตัน เขาได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ

7.โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ยอดนักประดิษฐ์ ที่เริ่มประดิษฐ์สิ่งของเมื่อเขามีอายุเพียง 10 ขวบ สามารถสร้างเครื่องบันทึกเสียงได้ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนหูหนวก และทำงานอย่างขยันขันแข็ง ค้นคว้าไม่หยุดหย่อน จนมีเวลานอนเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก แต่สามารถจะศึกษาหาความรู้ได้จากนอกโรงเรียนและคนคว้าทดลองด้วยตนเอง จนมีชื่อเสียงโด่งดังวิชาเขาสนใจมากที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ การทดลอง การประดิษฐิ์สิ่งของต่างๆ

8.นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) เป็น นักประดิษฐ์, นักฟิสิกส์, วิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า และ นักทำนายอนาคต เขาเกิดที่ Smiljan ในอดีตออสเตรีย – ฮังการี ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน  เทสลาถือเป็นวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับ ได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งเขามีส่วนผลักดันเป็นอย่างมากในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเขาไม่เพียงเป็นอัจฉริยะเจ้าของสิทธิบัตรกว่า ๓๐๐ รายการ หากยังเป็นบิดาแห่งวงการวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า มีชื่อเสียงโด่งดังทัดเทียมเอดิสันในครึ่งแรกของชีวิต เป็นผู้ประดิษฐ์และค้นพบสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวสติงเฮาส์เอาชนะเอดิสันในสงครามคลื่นได้) ขดลวดเทสลา (Tesla coil) เครื่องวัดความเร็วติดรถยนต์ การกระจายเสียงผ่านวิทยุ และวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า อันเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลาซึ่งวิศวกรรุ่นหลังตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

9.กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)  เกิดที่ประเทศอิตาลี บิดาฐานะร่ำรวยเขาจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนกินนอน หลังจากนั้นก็มาศึกษากับสถาบันด้านเทคนิคที่มีชื่อเสียงที่เมืองเล็กฮอร์น เขาใฝ่ฝันที่จะมีอาชีพด้านทหารเรือซึ่งสนใจเรื่องไฟฟ้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กและบิดาก็สนับสนุนเขามาตลอด แต่บังเอิญวันหนึ่งเขาได้ฟังปาฐกถาวิชาฟิสิกส์จาก ศาสตราจารย์ กิออตโต บิสชารีน เขาถึงกับตื่นเต้นสนใจมากขนาดให้แม่จ้างนักฟิสิกส์มาสอนพิเศษที่บ้าน จากนั้นเขาเริ่มสนใจวิชาไฟฟ้าเป็นอย่างมากซึ่งสามารถสร้างเครื่องมือถ่ายทอดกระแสไฟฟ้าได้ หลังจากนั้น ขณะศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยโปโลนยา เขาอ่านวารสารฉบับหนึ่ง เรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าของ ไฮน์ริช รูดอลฟ เฮิร์ต นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เขาเกิดความมานะที่จะส่งคลื่นไฟฟ้าไปในอากาศ และเขาก็ทำสำเร็จเขาสามารถส่งวิทยุข้ามภูเขาสูงได้ ขณะอายุ 22 ปี

10. อริสโตเติล (Aristotle)ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นคือ เพลโต (Ptato) ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโตต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 – 342 ก่อนคริสตศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสตศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum) คำสอนที่น่าสนใจของอริสโตเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่างๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นอริสโตเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฏของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของอริสโตเติล